กำลังโหลด กรุณารอสักครู่...
Health Article
หลากหลายความรู้ด้านสุขภาพ

อันตรายของการกินแคลเซียมเสริมมากเกินไป!!

ตามที่เราทราบกันดีว่า การขาดแคลเซียมทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน ซึ่งทำให้กระดูกเปราะบาง  มีความแข็งแรงลดลงและเกิดการแตกหักได้ง่าย ส่งผลให้มีอาการปวดกระดูก หรืออาจถึงขั้นกระดูกหักได้ นอกจากนี้ แคลเซียมยังมีส่วนในการควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อต่างๆ รวมถึงกล้ามเนื้อหัวใจ  ทุกวันนี้ เราได้รับแคลเซียมจากอาหารธรรมชาติเพียงพอหรือไม่ในแต่ละวัน? ปริมาณแคลเซียมโดยประมาณที่แนะนำให้คนไทยบริโภคใน 1 วัน คือประมาณวันละ 1,000 มิลลิกรัม (กระทรวงสาธารณสุข, 2545) ซึ่งจะได้รับการดูดซึมกลับในทางเดินอาหารประมาณ 40 - 50% หรือ 400 - 500 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งตัวช่วยสำคัญที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมเพื่อนำไปใช้งานในส่วนต่างๆของร่างกายคือ Vitamin D (Calcitriol) โดย Vitamin D จะไปกระตุ้นการดูดซึมของแคลเซียมในทางเดินอาหาร และในไต ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้มากขึ้น และช่วยให้เกิดการส่งผ่านแคลเซียมเข้าสู่กระดูกได้มากขึ้น     อาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งฝอย ผักใบเขียว เป็นต้น   ที่มา: กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2545   ในปัจจุบัน คนจำนวนไม่น้อยที่สนใจดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น โดยการกินวิตามินเสริม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ รวมไปถึงแคลเซียมเสริม ซึ่งแคลเซียมเสริมดังกล่าวจะอยู่ในรูปของ Calcium carbonate (ทำมาจากกระดูกป่น) หรือ Calcium citrate (สกัดมาจากนม) ซึ่งทั้ง 2 เป็นแคลเซียมในรูปแบบที่ร่างกายคนไทยย่อยยาก ดูดซึมยาก นำไปเสริมสร้างกระดูกยาก แต่หากเป็นแคลเซียมในรูปแบบของพืช (Calcium L-threonate) เนื่องจากเป็นแคลเซียมที่มีอนุภาคขนาดเล็ก สามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ง่าย เช่นแคลเซียมจากคะน้า ข้าวโพด เป็นต้น จะเกิดอะไรขึ้น? หากร่างกายได้รับแคลเซียมสูง แต่ไม่สามารถดูดซึมได้ดีเท่าที่ควร การกินอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม เนย ชีส โยเกิร์ต ไอศกรีม เบเกอรี่ เค้ก วิปครีม รวมถึงอาหาร ขนม และเครื่องดื่มต่างๆที่มีส่วนประกอบของนมทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมในปริมาณมากโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่ไม่สามารถดูดซึมและนำไปเสริมสร้างกระดูกได้ ทำให้แคลเซียมก่อเป็นหินปูนแทรกอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย ก่อให้เกิดหินปูนหรือแคลเซียมเกาะผนังหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ก่อให้เกิดหินปูนในเต้านม ในต่อมลูกหมาก หรือก่อให้เกิดนิ่วในไต เป็นต้น   จะเห็นได้ว่าอาหารที่เรารับประทานกันทุกวันนี้ มีแคลเซียมอยู่มากพอสมควร แต่ปัญหาที่ทำให้กระดูกเราได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอนั้น คือการดูดซึม และลำเลียงแคลเซียมเข้าสู่กระดูก ซึ่งถ้าหากร่างกายได้รับวิตามินดีในปริมาณที่มากพอและเหมาะสมในแต่ละวัน ก็จะช่วยให้แคลเซียมที่รับประทานเข้าไปถูกดูดซึมและนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ไม่จำเป็นต้องกินแคลเซียมเสริม หรือถ้าหากต้องการเสริมแคลเซียมจริงๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยก่อน ไม่ควรซื้อกินเอง เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาดังกล่าวที่สายเกินแก้ เอกสารอ้างอิง: แคลเซียมและสุขภาพ.(2545).กรุงเทพฯ : กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนวทางการบริโภคอาหารเพื่อเพิ่มแคลเซียมป้องกันโรคกระดูกพรุน.(2545). กรุงเทพฯ : กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รัชตะ รัชตะนาวิน.(2538).โรคกระดูกพรุน.ในสุรวุฒิ ปรีชานนท์,สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์(บรรณาธิการ), ตำราโรคข้อ(หน้า 319 – 340). กรุงเทพฯ: เรือนแก้วการพิมพ์ วันทนีย์ เกรียงสินยศ.(2548).เรื่องน่ารู้.ใน สุรเกียรติ อาชานานุภาพ(บรรณาธิการ),กินอย่างไรเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน(หน้า 48 – 50). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน สุชีลา จันทร์วิทยานุชิต.(2548).โรคกระดูกพรุน.ใน สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์, สุรวุฒิ ปรีชานนท์(บรรณาธิการ),ตำราโรคข้อ(หน้า 596 – 638). กรุงเทพฯ:เอส.พี.เอ็น การพิมพ์- อุรุษา เทพพิสัย, มยุรี จิรภิญโญ, อภิชาติ จิตต์เจริญและจิตติมา มโนนัย(บรรณาธิการ),ความก้าวหน้าของการรักษาชาย-หญิงวัยทองกับแพทย์ทางเลือก.(หน้า 253 – 302).กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ข้าวฟ่าง อุดม วิศิษฏสุนทร.(2541).โรคกระดูกพรุน.ใน สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์,สุรวุฒิ ปรีชานนท์(บรรณาธิการ),คู่มือโรคข้อ (หน้า 286 – 294). กรุงเทพฯ:เรือนแก้วการพิมพ์

แก้ปัญหา "การนอนไม่หลับ" อย่างปลอดภัย

การนอนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต สมองและร่างกายใช้ช่วงเวลาขณะหลับในการบำรุงซ่อมแซมส่วนต่างๆ ให้ดีขึ้น เพื่อให้ร่างกายมีประสิทธิภาพที่ดีในการทำงานและมีบทบาทสำคัญต่อร่างกาย เช่น มีผลต่อการหลั่งฮอร์โมน ความตื่นตัว การตัดสินใจ ความจำและการทำงานอื่นๆของระบบประสาท ดังนั้นการนอนหลับที่เพียงพอจึงมีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตที่ดี การนอนหลับของแต่ละคนจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ อายุ โดย ในเด็ก (infant) ต้องการเวลานอน 16-18 ชั่วโมง วัยรุ่นต้องการการนอนหลับเฉลี่ยประมาณ 9 ชั่วโมง ส่วนผู้ใหญ่ต้องการเวลานอนเฉลี่ยประมาณ 7-8 ชั่วโมง โดยการนอนที่เพียงพอ คือการนอนที่ตื่นขึ้นมาได้เองโดยไม่มีอาการเพลียตลอดวัน การนอนหลับแบ่งได้ออกเป็น 2 ใหญ่ๆ คือ REM (Rapid Eye Movement) และ Non-REM (Non Rapid Eye Movement) โดย Non-REM สามารถแบ่งได้เป็น 3 ขั้น ดังนี้ Non-REM Stage I เป็นช่วงการนอนหลับระยะแรก ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 10 นาที ระยะนี้สามารถปลุกให้ตื่นได้ง่าย Non-REM Stage II เป็นระยะการหลับอย่างแท้จริงซึ่งระยะนี้ยังไม่มีการฝัน กล้ามเนื้อในส่วนต่างๆของร่างกายมีการผ่อนคลาย Non-REM Stage III เป็นช่วงการหลับลึก ในช่วงนี้ร่างกายจะมีสภาวะการพักผ่อนมากที่สุด ถ้าตื่นขึ้นมาช่วงนี้ จะรู้สึกมึนๆงงๆและสับสนอยู่ประมาณ 2-3 นาที เป็นอีกระยะของการนอนที่ไม่มีการฝัน และเป็นช่วงเวลาเดียวกับคนที่นอนละเมอเกิดขึ้น ระยะ 3-4 นี้เป็นระยะที่ Growth Hormone หลั่งออกมาเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย REM stage ระยะนี้จะมีการฝันเกิดขึ้นได้ มีการเปลี่ยนแปลงของจังหวะและอัตราการหายใจ เป็นระยะที่ปลุกให้ตื่นได้ยาก เป็นช่วงที่ช่วยในการสร้างจินตนาการและสร้างความทรงจำ และการเรียนรู้ได้ถาวร การนอนไม่พอจะส่งผลกระทบ ดังนี้ คุณภาพชีวิตลดลง ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ภูมิต้านทานลดลง อ่อนเพลีย เฉื่อยชา ไม่สดชื่น หงุดหงิด ขาดสมาธิได้ง่าย การนอนไม่หลับอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ความเครียด วิตกกังวล สภาพแวดล้อม ความผิดปกติของร่างกาย การใช้ยาที่ทำให้เกิดภาวะนอนไม่หลับ การบรรเทาภาวะนอนไม่หลับมีได้หลายวิธี ได้แก่ ปรับพฤติกรรมที่ส่งเสริมการนอนหลับ เช่น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เข้านอนให้เป็นเวลา ลดการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ก่อนนอน งดการรับประทานเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หรือ ชาเป็นส่วนประกอบ หลังช่วงบ่ายถึงช่วงก่อนนอน ทำกิจกรรมเพื่อความผ่อนคลาย เช่น ฝึกสมาธิ รับประทานยานอนหลับ แต่การรับประทานยานอนหลับอาจเกิดอาการข้างเคียงได้ มีอาการง่วงซึม จึงไม่ควรจะขับขี่รถยนต์ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรและอาจมีอาการดื้อยาได้ ต้องเพิ่มขนาดยาเพื่อให้ออกฤทธิ์ ลองหาวิตามินเสริมที่ช่วยในการนอนหลับมาลองรับประทานดู วันนี้เรามีวิตามินเสริมที่ช่วยในการนอนหลับมาแนะนำคะ หลายๆคนคงได้ยินชื่อ Melatonin กันมาบ้าง Melatonin เป็นสารที่ช่วยในการควบคุมนาฬิกาชีวิต ซึ่งมีผลต่อการหลับและตื่นของร่างกาย พบได้น้อยมากในเนื้อสัตว์ ถั่วธัญพืช ผักและผลไม้ ในท้องตลาดส่วนใหญ่ทำออกมาในรูปแบบอาหารเสริมรับประทาน ในร่างกายเรามี Melatonin ตามธรรมชาติซึ่งระดับจะสูงช่วงกลางดึก และจะลดลงในตอนเช้า ระดับ Melatonin ในร่างกายจะเปลี่ยนแปลงตามช่วงอายุ ยิ่งสูงอายุระดับ Melatonin ก็จะยิ่งต่ำลง นอกจากจะช่วยเรื่องนอนหลับแล้วยังช่วยลดอาการปวดหัวเรื้อรัง บรรเทาอาการอ่อนเพลียจากการเดินทางด้วยเครื่องบินเป็นเวลานาน (Jet Lag) จากการศึกษาพบว่า Melatonin ปลอดภัยเมื่อได้รับในขนาดต่ำทั้งระยะสั้นและระยะยาว แต่ในเด็ก หญิงมีครรภ์และหญิงให้นมบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทาน อาการข้างเคียงของ Melatonin สามารถพบได้ หากหยุดการรับประทานอาการดังกล่าวจะหายไป อาการข้างเคียงที่พบส่วนมาก ได้แก่ อาการง่วงนอน อุณหภูมิร่างกายต่ำ มีผลเล็กน้อยกับระดับความดันโลหิตในเลือด ขนาดอาหารเสริมที่แนะนำในผู้ใหญ่อยู่ที่ 0.2-20 mg ขึ้นกับแต่ละบุคคล ควรแจ้งแพทย์ให้ทราบหากท่านกำลังรับประทาน Melatonin นอกจากนี้ยังมี GABA หรือ Gamma-Aminobutyric Acid เป็นสารเคมีที่มีอยู่ในร่างกาย ช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับ วิตกกังวล ลดอาการก่อนการมีประจำเดือน สามารถลดระดับความดันโลหิตได้เล็กน้อย ผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับ เครียด วิตกกังวลนั้นมีความสัมพันธ์กับระดับ GABA ในสมองต่ำ GABA พบได้ใน แอปเปิ้ล ถั่ว บล็อกโคลี่ แครอทเห็ด มะเขือเทศ เป็นต้น และพบได้มากในอาหารที่ผ่านการหมักดอง เช่น กิมจิ โยเกิร์ต ถั่วมิโสะ ไวน์ นอกจากนี้การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอยังสามารถช่วยเพิ่มระดับ GABA ได้ด้วย ยังไม่พบอาการข้างเคียงจากการรับประทาน GABA เสริม ขนาดที่แนะนำขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล นอกจากนี้ยังมี 5-HTP หรือ 5-Hydroxytryptophan เป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประสาท Serotonin ที่มีอยู่ในร่างกาย สาร Serotonin นี้มีบทบาทในการควบคุมการเรียนรู้ ความจำและการนอนหลับ 5-HTP ช่วยบรรเทาในการนอนหลับไม่ปกติ ได้แก่ อาการปวดหัวไมเกรน บรรเทาอาการซึมเศร้า นอนไม่หลับ นอกจากนี้ยังช่วยในการลดความอยากอาหารได้อีกด้วย การรับประทาน 5-HTP สามารถเกิดปฏิกิริยากับยาต้านอาการซึมเศร้า อาจเกิดอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ง่วงนอนจากการรับประทาน 5-HTP ได้ ควรระมัดระวังการใช้งานเครื่องจักรและการขับรถ L-Theanine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ที่พบได้ในชา ใช้ในการบรรเทาอาการวิตกกังวล ลดความเครียด บรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน แต่ตัว L-Theanine ไม่มีผลทำให้เกิดอาการง่วงนอนแต่จะเพิ่มคุณภาพของการนอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ยิ่งรับประทานคู่กับMelatoninและ 5-HTP จะยิ่งทำให้เพิ่มคุณภาพการนอนได้ดีขึ้น Valerian (Valeriana officinalis) เป็นสมุนไพรที่มีใช้กันมานานในอดีตใช้ในการนอนหลับเพียงอย่างเดียว แพทย์แผนปัจจุบันใช้ในการรักษาของผู้ที่ต้องการลดขนาดการรับประทานยานอนหลับ และยังใช้ Valerian ในผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า อาการอ่อนเพลียเรื้อรัง และบรรเทาอาการปวดและอาการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประจำเดือน นอกจากนี้ยังใช้ในอาการปวดกล้ามเนื้อ บรรเทาความเครียด ควรระมัดระวังในการรับประทาน Valerian พร้อมยาต้านอาการซึมเศร้า ยาที่ออกฤทธิ์ต่อสมองส่วนกลางและยานอนหลับ เช่น ยาในกลุ่ม Benzodiazapines ,Alprazolam ,Phenobarbital นอกจากนี้ยังควรระวังการรับประทาน Valerian ร่วมกับยาที่ถูกทำลายที่ตับ เช่น Ketoconazole ,Itraconazole ,Warfarin ,Cimetidaine เป็นต้น ควรระมัดระวังในการใช้ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร และควรหยุดเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัดเนื่องจากอาจมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางได้ หากมีการรับประทานอาหารเสริมที่ช่วยเรื่องการนอนหลับควรแจ้งแพทย์เพื่อทราบ หลังจากรับประทานอาหารเสริมประเภทนี้แล้วมีอาการง่วงนอนระหว่างวันควรลดขนาดลง และเพื่อให้เกิดผลมากที่สุดควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ เช่น การดื่มกาแฟหรือแอลกอฮอล์ก่อนนอน การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนหลับได้ดียิ่งขึ้นค่ะ *เขียน/เรียบเรียงโดย เภสัชกรหญิง นภมณี อัตถวิบูลย์ (Registered Pharmacist) ทำความรู้จัก Vitaboost เพิ่มเติมได้ที่ www.vitaboost.me Facebook: Vitaboost.me IG: vitaboost.me Line: @vitaboost.me (มี "@")   Reference : http://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/06052014-1126 http://vatchainan2.blogspot.com/2012/10/stages-of-sleep-rem-and-non-rem-sleep.html http://www.goodtherapy.org/blog/herbal-natural-supplements-insomnia/ http://www.webmd.com/diet/features/natural-good-sleep-tips-on-melatonin-valerian#1  

ตรวจเลือดกับ Vitaboost รู้อะไรบ้าง??

  หลายคนคงเกิดคำถามว่า การตรวจสุขภาพประจำปี ต่างจากการตรวจเลือดของ Vitaboost อย่างไร?? การตรวจเลือดในโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปีของโรงพยาบาลต่างๆนั้น จะตรวจวัดระดับสารอาหารพื้นฐานในเลือด เช่น ระดับน้ำตาล ไขมัน (ทั้งคอเลสเตอรอล HDL LDL และ ไตรกลีเซอไรด์) ค่าตับ (AST, ALT) ค่าไต (BUN, Creatinine) ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) เป็นต้น ซึ่งค่าเหล่านี้เป็นการตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของร่างกายเบื้องต้น ว่าอวัยวะ หรือระบบต่างๆของร่างกายยังทำงานดีอยู่หรือไม่ แต่ไม่สามารถระบุได้ว่า ร่างกายมีระดับวิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ หรือแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายอยู่ในปริมาณเท่าไร มากไปหรือน้อยไป   ส่วนการตรวจเลือดของ Vitaboost นั้น เป็นการตรวจวิเคราะห์ระดับวิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ และแร่ธาตุที่จำเป็นต่างๆในเลือด รวมถึงสารอาหารพื้นฐานในเลือดด้วย เช่น ระดับน้ำตาล ไขมัน (ทั้งคอเลสเตอรอล HDL LDL และ ไตรกลีเซอไรด์) ค่าตับ (AST, ALT) ค่าไต (BUN, Creatinine) เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เราทราบได้ว่า ร่างกายเราขาดวิตามิน หรือสารสำคัญตัวไหน หรือสารบางชนิดอาจมากเกินไป ไวตาบูสท์จะช่วยปรับระดับสารเหล่านั้นให้สมดุล และหากร่างกายทีระดับสารตัวไหนที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไวตาบูสท์ก็จะจัดวิตามินเหล่านั้นในปริมาณที่เหมาะสำหรับการรักษาระดับสารเหล่านั้นให้อยู่ในเกณฑ์ปกติต่อไป    นอกจากนี้ ไวตาบูสท์ยังสรุปรายงานผลการตรวจเลือด และการแปลผลการตรวจเลือดให้เข้าใจง่าย พร้อมทั้งแนะนำวิธีการปฏิบัติตัวเบื้องต้นหากระดับสารต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ไม่ปกติ เพื่อช่วยให้คุณสามารถดูแลสุขภาพของตัวคุณเองได้ดีมากยิ่งขึ้น    *เขียน/เรียบเรียงโดย ปรารถนา นิธิเจษฎาวงศ์ (นักกำหนดอาหารวิชาชีพ)   ทำความรู้จัก Vitaboost เพิ่มเติมได้ที่ www.vitaboost.me Facebook: Vitaboost.me IG: vitaboost.me Line: @vitaboost.me (มี "@")                    

9 วิตามินและแร่ธาตุเพื่อลูกน้อยในครรภ์

  คุณแม่มือใหม่กำลังกังวลกับการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์หรือเปล่าคะ ? Vitaboost นำข้อมูลน่ารู้ของ 9 วิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์แก่เจ้าตัวน้อยที่น่ารักของคุณ พร้อมแหล่งอาหารทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารเหล่านี้ไว้เป็นแนวทางค่ะ #กรดโฟลิก กรดโฟลิกเป็นวิตามินบีชนิดหนึ่ง จำเป็นต่อพัฒนาการเด็กในช่วง 3 เดือนแรก หากได้รับไม่พออาจเกิดความพิการในสมองและระบบไขสันหลังของเด็ก ยังมีงานวิจัยมาว่า โฟลิกช่วยไปเสริมสร้างเซลล์สมอง และช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ค่ะ การรับในกรดโฟลิกปริมาณที่เพียงพอ ช่วยพัฒนาการทางสมองที่ดี และเสริมสร้างใยสมองของเด็กด้วย #ทานอะไรดี : ผักใบเขียว ผลไม้ #แคลเซียม แคลเซียมช่วยพัฒนาโครงสร้างร่างกาย โดยเฉพาะการสร้างกระดูก และฟันของทารกในครรภ์ และเนื้อเยื่อต่างๆ นอกจากนั้นยังช่วยให้กระบวนการต่างๆในร่างกายทำงานได้อย่างปกติ เช่น ระบบของกล้ามเนื้อ ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบเหล่านี้ต้องอาศัยแคลเซียมทั้งนั้น #ทานอะไรดี : นมสด เนยแข็ง ถั่ว และงา #เหล็ก คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องการธาตุเหล็กมากกว่าคนทั่วไป เพราะร่างกายจะนำมาสร้างรกและทารก นอกจากนั้นยังสร้างเลือดให้แม่ ถ้าหากรับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ อาจก่อให้เกิดภาวะโลหิตจางแก่คุณแม่ได้ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากหลายอย่างคือ เพิ่มความเสี่ยงในการแท้ง การคลอดก่อนกำหนด ลูกในครรภ์น้ำหนักน้อย ลูกในครรภ์มีโลหิตจาง หากโลหิตจางมาก อาจทำให้เกิดน้ำคร่ำน้อย ซึ่งทำให้เด็กเสียชีวิตในครรภ์ได้ นอกจากนั้นยังอาจเกิดอันตรายกับมารดาในช่วงคลอด เพราะอาจตกเลือดจนเสียชีวิตได้ค่ะ #ทานอะไรดี : เนื้อแดง หอยนางรม ตับ ไข่แดง ถั่วและธัญพืช #วิตามินอี วิตามินอีมีส่วนในการช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงและป้องกันภาวะแท้งและครรภ์เป็นพิษ แต่หากร่างกายของคุณแม่ได้รับมากเกินไป จากที่จะได้ประโยชน์ก็อาจเปลี่ยนเป็นโทษ คือเพิ่มความเสี่ยงในการแท้งลูกได้เช่นกันค่ะ  แนะนำให้คุณแม่กินวิตามินอีที่ได้จากอาหารจะดีกว่าทานยาเม็ดวิตามินอีเสริม เพราะอาจมีปริมาณวิตามินอีสูงเกินไป ทางที่ดีจึงไม่ควรซื้อวิตามินอีเสริมมากินเอง แต่ควรปรึกษาสูติแพทย์ผู้ดูแล และให้สูติแพทย์เป็นผู้สั่งยาวิตามินเสริมให้ จะปลอดภัยกว่าค่ะ #ทานอะไรดี : น้ำมันรำข้าว ธัญพืชและถั่ว #โปรตีน ความต้องการโปรตีนจะมีมากขึ้นในระหว่างสามเดือนที่สอง และสามเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ โปรตีนมีความจำเป็นต่อการเสริมสร้างเซลล์ร่างกาย และการเจริญเติบโตของสมอง หากลูกได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ จะทำให้สมองมีขนาดเล็กกว่าปกติได้ #ทานอะไรดี : เนื้อสัตว์ ไข่ ปลา เต้าหู้ ถั่วเหลือง #วิตามินบี1 วิตามินบี 1 มีส่วนช่วยพัฒนาของระบบประสาทส่วนกลางของเด็ก หากได้รับไม่เพียงพอ จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเหน็บชา ซึ่งสามารถเป็นอันตรายต่อหัวใจและปอดของลูกได้ค่ะ #ทานอะไรดี : เนื้อหมู, ปลา, ไก่, ตับ, ไข่ จากพืช : ถั่วและธัญพืชทั้งเมล็ด #วิตามินบี6 วิตามิน บี 6 ช่วยพัฒนาสมองและระบบประสามของลูกน้อย และในบางกรณียังช่วยลดอาารแพ้ท้องได้ด้วยนะคะ  ทานอะไรดี : ปลา เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ นม ไข่แดง ข้าวที่ไม่ได้ขัดสี เมล็ดธัญพืช ถั่วชนิดต่างๆ ผักใบเขียว กล้วย #สังกะสี สังกะสีเป็นแร่ธาตุที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ในทารก และช่วยเสริมการผลิตเอ็นไซม์ เช่น อินซูลินในหญิงตั้งครรภ์ นอกจากนั้น สังกะสียังช่วยลดความเสี่ยงการเป็นออทิสติกของลูกได้อีกด้วย  #ทานอะไรดี : เนื้อสัตว์สีแดง อาหารทะเล เป็ด ไก่ ถั่ว ข้าว นม #DHA DHA เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งอยู่ในกลุ่มที่เราเรียกว่า โอเมก้า 3 ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยส่งเสริมการพัฒนาการของสมองและสายตาของเด็ก #ทานอะไรดี: ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาทู ปลาช่อน ปลาสวาย ปลาดุก ปลาอินทรีย์ ไข่และถั่วต่างๆ #สรุป การทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ จะส่งผลให้ลูกน้อย (และตัวคุณเอง) ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนในระดับหน่ึงอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากคุณแม่ที่ตั้งครรภ์รู้สึกว่ามีปัญหาในการรับสารอาหารอย่างครบถ้วนและมองหาวิตามินหรืออาหารเสริมเพิ่มเติม เราต้องคำนึงถึงปริมาณความต้องการของแต่ละบุคคลโดยเฉพาะ ฉะนั้น การปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการหาซื้ออาหารเสริมมาทานเอง คุณแม่คนใด มีข้อสงสัยอยากปรึกษาสามารถสอบถามข้อมูลจากไวตาบูสท์ได้เลยค่ะ  www.vitaboost.me Facebook: Vitaboost.me IG: vitaboost.me Line: @vitaboost.me (มี "@")

อยากอ่อนกว่าวัยต้องมั่นใจว่าร่างกายไม่ขาดวิตามินเหล่านี้

  การที่เราทานแต่วิตามินอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น วิตามิน ซี หรือ CoQ10 อาจจะไม่ค่อยได้ผลเพราะร่างกายมีหลายกระบวนการเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องมีสารอาหารหลายชนิดมาช่วยกันทำงานในร่างกาย ถึงจะได้ผลดีที่สุด การทานอาหารให้ครบห้าหมู่ในทุกๆ วัน ทานผักผลไม้หลากสี ออกสัมผัสแดดตอนเช้าเพื่อรับวิตามิน D (เพราะตัวนี้มีอยู่ในอาหารน้อยมาก) ก็จะทำให้ห่างไกลริ้วรอยและความหมองคล้ำได้ค่ะ เพราะร่างกายมันซับซ้อน สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามข้อมูลจากไวตาบูสท์ได้เลยค่ะ  www.vitaboost.me Facebook: Vitaboost.me IG: vitaboost.me Line: @vitaboost.me (มี "@")                    

ชะลอวัยไม่ใช่ฟลุ๊ค!

    เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนเวลาไม่อาจทำร้ายความอ่อนเยาว์ของเขาได้เลย... การรักษาความสวยและความอ่อนเยาว์ไว้ให้ยาวนานที่สุดนั้นมีเพียงแต่ตัวคุณเป็นคนกำหนดเองเท่านั้น ไม่มีฟลุ๊ค... พฤติกรรมการทานอาหารที่มีไขมันสูง ไม่มีสารอาหารครบถ้วนหลากหลาย ในปริมาณที่พอดี การทานผักผลไม้ไม่เพียงพอ ขาดออกกำลังกาย นอนดึก พักผ่อนน้อย ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ก็ร่วมกันทำให้เซลล์ของอวัยวะในร่างกายต่าง ๆ เสื่อมโทรมลง และแสดงออกมาภายนอกเป็นริ้วรอย ผมร่วง เกิดสิว และอื่น ๆ อีกมากมาย ไวตาบูสท์ช่วยบำรุงรักษาและดูแลสุขภาพโดยหลักการของเวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-Aging) คือการเน้นให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้รับการบำรุงและป้องกันความเสื่อมถอยอย่างถูกวิธีในปริมาณที่เหมาะสม โดยวิตามิน แร่ธาตุและอาหารเสริมเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เซลล์ต่างๆทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสมดุล และปกป้องร่างกายจากปัจจัยต่างๆ ที่นำไปสู่ความเสื่อมของเซลล์ที่กล่าวมาแล้ว โดยวิตามินและอาหารเสริมที่อยู่ใน Anti-aging Total Solution ของเรา เช่น Astaxanthin, Omega 3, CoQ10 (Ubiquinol) และอื่น ๆ เป็นเกรดมาตรฐานเดียวกันกับยา (pharmaceutical-grade) ไม่ได้มีขายโดยทั่วไปในท้องตลาดต้องสั่งนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น โดยสารอาหารเหล่านี้จะร่วมทำหน้าที่ต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดเลือนริ้วรอย เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย บำรุงสายตา สมอง ความจำ ระบบประสาท ผิว ผม และเล็บ ป้องกันภาวะซึมเศร้า ลดความเครียด อาการหงุดหงิดง่าย และอาการวัยทองในสตรี บรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) และอาการไมเกรน บำรุงกระดูก เพื่อชะลอความเสื่อมถอยของร่างกายนั่นเอง สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามข้อมูลจากไวตาบูสท์ได้เลยค่ะ  www.vitaboost.me Facebook: Vitaboost.me IG: vitaboost.me Line: @vitaboost.me (มี "@")