กำลังโหลด กรุณารอสักครู่...
Health Article
หลากหลายความรู้ด้านสุขภาพ

เรามาทำความรู้จักกับแอสตาแซนทิน (Astaxanthin) กันเถอะ

  แอสตาแซนทินเป็นสารอาหารที่อยู่ในกลุ่มแคโรทินอยด์ (Carotenoid)  มีคุณสมบัติในการเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์ในอวัยวะต่างๆของร่างกาย ปกป้อง DNA หรือสารพันธุกรรมในเซลล์จากการถูกทำลาย ซึ่งป้องกันการกลายพันธุ์ของเซลล์ ป้องกันมะเร็งได้ ป้องกันเซลล์ผิวจากการถูกทำลายโดยแสงแดด คุณสมบัติพิเศษของแอสตาแซนทิน คือ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง และจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระกับสารอาหารชนิดต่างๆ  - มากกว่าวิตามินอี แอลฟา โทโคฟีรอล(Vitamin E alpha-tocopherol) 550 เท่า - มากกว่าสารสกัดชาเขียว(Green Tea Extract) 560 เท่า - มากกว่าวิตามินซี(Vitamin C) 6000 เท่า - มากกว่า โคเอนไซม์คิวเท็น(Coenzyme Q10) 800 เท่า - มากกว่า แอลฟา ไลโปอิก เอซิด(Alpha Lipoic Acid) 75 เท่า - มากกว่า เรสเวอราทรอล(Resveratrol) 3000 เท่า แอสตาแซนทิน พบมากในสาหร่ายสีแดง (Haematococcus pluviali) และสามารถพบได้ในผักสด ผลไม้ ที่มีสีส้ม สีเหลือง หรือสีแดง เช่น แครอท ฟักทอง มะเขือ และสัตว์ทะเลบางชนิด เช่น ปลาแซลมอน เปลือกกุ้ง เปลือกปู  ประโยชน์ของแอสตาแซนทิน  - ป้องกัน และฟื้นฟูจอประสาทตาที่เสื่อม ซึ่งพบมากในผู้สูงอายุ และ ผู้ป่วยเบาหวาน ช่วยป้องกันดวงตาจากรังสีอัลตร้าไวโอเลต - ช่วยกระตุ้นความจำ ช่วยป้องกันเซลล์สมองถูกทำลายที่เกี่ยวข้องกับอายุ - ลดความดัน เพิ่มการไหลเวียนเลือดในหลอดเลือดฝอย ช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ - ลดภาวะอักเสบในร่างกาย ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน  - ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในร่างกาย - ปกป้องโครงสร้างผิวจากการถูกทำลายโดยแสงแดดและรังสีอัลตราไวโอเลต ช่วยกระชับรูขุมขน ลดเลือนริ้วรอย - ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย แอสตาแซนทินเหมาะสมในผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพทุกเพศทุกวัย ผู้ที่ใส่ใจในความงามและสุขภาพผิว ผู้ที่ต้องเผชิญกับมลภาวะต่างๆเป็นประจำเช่น ความเครียด ฝุ่นควันจากท่อไอเสียรถยนต์ เป็นต้น ผู้ที่ต้องทำงานใช้สายตากับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน นักกีฬาและผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ระวังในผู้ที่มีประวัติโรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานแอสตาแซนทินนะคะ การรับประทานอาหารเสริมเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอสำหรับร่างกายเรานะคะ ควรทำควบคู่กับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำมากๆ ลดคาเฟอีน งดเครื่องดื่มจำพวกแอลกอฮอล์ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงแสงแดดและมลภาวะ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของเราคะ เรียบเรียงโดย เภสัชกรหญิง นภมณี อัตถวิบูลย์ (Registered Pharmacist) ทำความรู้จัก Vitaboost เพิ่มเติมได้ที่ www.vitaboost.me Facebook: Vitaboost.me IG: vitaboost.me Line: @vitaboost.me (มี "@")                    

Eggs: Are they good or bad for my cholesterol ?

  ไข่ไก่เป็นไข่มีคลอเลสตอรอลสูงแต่ผลของการรับประทานไข่มีผลต่อระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดน้อยเมื่อเทียบกับไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ ในคนอเมริกันความเสี่ยงของโรคหัวใจเกิดขึ้นได้กับอาหารเช้าประเภท American Breakfast เช่นเบคอน แฮม ไส้กรอก ที่แท้จริงแล้วโรคหัวใจเสี่ยงเพิ่มมาจากโซเดียมที่อยู่ในแฮม ไส้กรอกและเบคอน และน้ำมันหรือไขมันอิ่มตัวที่ใช้ในการทอดไข่ ในคนสุขภาพดีสามารถกินไข่ได้ถึงสัปดาห์ละ 7 ฟอง หรือเฉลี่ยวันละ 1 ฟองโดยที่ไม่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ บางการศึกษาพบว่าการกินไข่ในเดียวกันนี้สามารถป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ แต่ในกรณีที่มีภาวะเบาหวานร่วมด้วย การกินไข่สัปดาห์ละ 7 ฟองจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจได้ จากการศึกษาพบว่าในไข่แดง 1 ฟองมีปริมาณของคอเลสตอรอลถึง 186 มิลลิกรัม หากคุณต้องการที่จะรับประทานไข่ควรพิจารณาถึงปริมาณของคอเลสเตอรอลในอาหารด้วยนะคะ ในคนที่สุขภาพดี สามารถกินอาหารที่มีคอเลสเตอรอลได้มากถึง 300 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนผู้ที่มีภาวะเบาหวาน ไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูง รวมถึงโรคหัวใจ ควรควบคุมการกินอาหารที่มีคอเลสเตอรอลไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน  หากคุณเป็นคนชอบกินไข่แต่ไม่อยากได้คอเลสเตอรอล แนะนำให้กินแต่ไข่ขาวได้คะ เพราะไข่ขาวไม่มีคอเลสเตอรอลและมีโปรตีนสูงด้วยคะ ที่มา : http://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/high-blood-cholesterol/expert-answers/cholesterol/faq-20058468 แปลและเรียบเรียงโดย เภสัชกรหญิง นภมณี อัตถวิบูลย์ (Registered Pharmacist) ทำความรู้จัก Vitaboost เพิ่มเติมได้ที่ www.vitaboost.me Facebook: Vitaboost.me IG: vitaboost.me Line: @vitaboost.me (มี "@")                    

สารสำคัญช่วยในการลดไขมันในเลือด คือ ไฟโตสเตอรอล (Phytosterols) หรือ แพลนท์ สเตอรอล (Plant Sterol)

  ไฟโตสเตอรอล (Phytosterols) เป็นสารพฤษเคมีที่คล้ายคอเลสเตอรอล แต่เป็นสารที่มีประโยชน์ ไฟโตสเตอรอล พบในธัญพืช เช่น ถั่ว น้ำมันพืช (น้ำมันรำข้าว น้ำมันข้าวโพด น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก น้ำมันงา) งา จมูกข้าว รำข้าว ไข่แดง ตับ กุ้ง ปู เป็นต้น เหล่านี้คือ กลุ่มของอาหารที่พบว่ามี ไฟโตสเตอรอล มาก โดยเฉพาะในน้ำมันรำข้าว พบว่ามีมากถึง 919 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม รองลงมาก็จะพบมากใน น้ำมันข้าวโพด และกลุ่มของน้ำมันพืชต่างๆ ไฟโตสเตอรอล (Phytosterols) มี 2 ประเภทใหญ่ คือ สเตอรอล(Sterol) และสตานอล(Stanols) ซึ่งสารกลุ่มแรกจะมีความใกล้เคียงกับคอเลสเตอรอล ในขณะที่สารกลุ่มหลัง เป็นชนิดที่มีผลดีต่อสุขภาพหากนำมาบริโภค ทั้งนี้เพราะ plant stanol สามารถลดระดับสารประกอบคอเลสเตอรอลในเลือดได้ ประโยชน์ของไฟโตสเตอรอล ลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว(LDL Cholesterol) และการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด  นอกจากนี้ไฟโตสเตอรอลมีประวัติการใชข้อย่างยาวนานและไม่ปรากฏผลข้างเคียง จึงมีหน่วยงานด้านความปลอดภัยรับรองความปลอดภัยของไฟโตสเตอรอล แต่อาจจะมีผลต่อการดูดซึมของวิตามินที่ละลายในไขมัน (Vitamin A,D,E,K) รวมถึงกลุ่มแคโรทีน จึงควรรับประทานอาหารและผลไม้ที่อุดมไปด้วยแคโรทีนและวิตามินที่ละลายในไขมันเพิ่มขึ้น หากคุณรับประทานยาลดไขมันในเลือดอยู่แล้วควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทานไฟโตสเตอรอลนะคะ และอย่าลืมควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายเพื่อให้การควบคุมระดับไขมันในเลือดได้ดียิ่งขึ้นคะ *เรียบเรียงโดย เภสัชกรหญิงนภมณี อัตถวิบูลย์ (Registered Pharmacist) ทำความรู้จัก Vitaboost เพิ่มเติมได้ที่ www.vitaboost.me Facebook: Vitaboost.me IG: vitaboost.me Line: @vitaboost.me (มี "@")                    

☠️ ระวัง‼️ ยาลดน้ำหนัก 23 ยี่ห้อดัง กินแล้วอาจถึงตาย‼️

  💊พูดถึงยาลดความอ้วน หรือยาลดน้ำหนัก หลายคนอาจเคยได้ยินข่าว ทั้งทางหน้าหนังสือพิมพ์ และทางสื่อออนไลน์ต่างๆ ว่ากินแล้วเสียชีวิต เรามาทำความรู้จักมันกันก่อนค่ะ ว่าสารออกฤทธิ์ที่อันตรายในยาลดความอ้วนพวกนี้คืออะไร? ⚗️ "ไซบูทรามีน" ถูกใช้เป็นยาลดน้ำหนักแบบรับประทาน ภายใต้คำสั่งแพทย์ผู้รักษาเท่านั้น!! ไซบูทรามีนมีกลไกการออกฤทธิ์ ยับยั้งการดูดกลับของสารสื่อประสาทในสมองที่มีชื่อว่า Serotonin, Norepinephrine และ Dopamine ทำให้รู้สึกอิ่ม ไม่อยากรับประทานอาหาร 🔬ปัจจุบันงานวิจัยทางการแพทย์จำนวนมากพบว่า ยานี้มีผลข้างเคียงที่ค่อนข้างรุนแรงเช่น ทำให้ระบบการทำงานของหัวใจผิดปกติ มีความดันโลหิตสูง แรงดันโลหิตในปอดเพิ่มมากขึ้น เจ็บหน้าอก ตาพร่า หายใจไม่ออก/หายใจลำบาก หัวใจล้มเหลว ไตวาย จนถึงมีรายงานว่าผู้ป่วยบางรายถึงกับเสียชีวิต 💀 📃ในปี พ.ศ. 2553 อย.ประกาศยกเลิกการขึ้นทะเบียนสารไซบูทรามีน แต่ปัจจุบันก็ยังมีผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักจำนวนมากในท้องตลาดที่แอบผสมสารตัวนี้ เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นผลการใช้งานได้อย่างรวดเร็วและชัดเจนยิ่งขึ้น โดยที่ไม่คำนึงถึงผลข้างเคียงอย่างรุนแรงที่จะตามมา 🔬จากการตรวจสอบของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่ายาลดน้ำหนัก 23 ยี่ห้อดัง มีส่วนผสม "ไซบูทรามีน" คือ  1. Asia Slim 2. BURN SLIM LIP09 3. Double Pure ชนิดชงดื่ม รสองุ่น + มัลเบอร์รี่ 4. ดับเบิ้ลเพรียว (Double Pure) 5. IDOL SLIM COFFEE 6. lishou FULING JIAONANG 7. lishou 8. NINETRICAPS 9. Piano KARO 10. ผลิตภัณฑ์ อาหารเสริม P-MARK Lishou 11. Seoul Slim โซล สลิม 12. Skinny Slim King Diet สูตร 1 13. Skinny Slim King Diet สูตร 2 14. Slim Express (สลิม เอ็กซ์เพรส) 15. SLIMING DIET 16. SUPER BURN ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีฟินน์ 17. โยเอส YOS 18. แคปซูล วากาเมะ 19. แคปซูลผงบุก Plus Q10 20. แคปซูลผงบุก สูตรสำหรับคนดื้อยา 21. แคปซูลผงบุก 22. แคปซูลผงบุก 4 ผงบุกขอนแก่น 23. บาชิ ควิกสลิมมิ่ง แคปซูล เพื่อความปลอดภัยในการควบคุมน้ำหนัก ให้ไวตาบูสท์ช่วยดูแลคุณสิคะ วัตถุดิบของไวตาบูสท์ทุกตัวเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ปราศจากไซบูทรามีน จึงอาจไม่เห็นผลทันทีที่ใช้ แต่ปลอดภัยสำหรับการดูแลสุขภาพระยะยาวค่ะ ✨สนใจโปรแกรมควบคุมน้ำหนักของไวตาบูสท์ คลิกเลยค่ะ 👉🏻http://www.vitaboost.me/products/package/PG012 --- *เรียบเรียงโดย ปรารถนา นิธิเจษฎาวงศ์ (นักกำหนดอาหารวิชาชีพ) ที่มา: สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ.2553 และ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข --- ทำความรู้จัก Vitaboost เพิ่มเติมได้ที่✨ www.vitaboost.me Facebook: Vitaboost.me IG: vitaboost.me Line: @vitaboost.me (มี "@")                     

🍎🍌สารต้านอนุมูลอิสระคืออะไร?? 🍒🥕 ใคร??ควรเข้ารับการตรวจวัดปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย

  Antioxidant หรือสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นสารประกอบที่ทําหน้าที่ป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระ (Free radical) ที่ก่อตัวขึ้นเพื่อทำลายเซลล์ต่างๆ ทำหน้าที่ช่วยซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ชะลอการแก่ก่อนวัย นอกจากนี้ยังมีความสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคอัลไซเมอร์ โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทยและทั่วโลก หากคุณกำลังตัดสินใจเลือกรับประทานอาหารเสริม หรือรับประทานอาหารเสริมเป็นประจําอยู่แล้ว การตรวจระดับวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายของเรา จะเป็นตัวบ่งชี้ความมีสุขภาพดีโดยรวม ทําให้เราทราบว่าจริงๆแล้ว ร่างกายเรามีระดับวิตามินที่สมดุลอยู่หรือไม่ หรือควรเสริมตัวไหนเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความสมดุล กลุ่มวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระทั้ง 8 ชนิดนี้ ได้แก่ วิตามิน A, วิตามิน C, วิตามิน E,alpha-Carotene, beta-Carotene, Lycopene และ Coenzyme Q10 คือ กลุ่มวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-aging Medicine ) แนะนํา 💉🔬 การตรวจปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระดังกล่าวนี้ มีอยู่ในแพคเกจ Platinum ของไวตาบูสท์เกือบทุกโปรแกรม คือ Heart-Health, Anti-Aging, Beauty & Skin, Cancer Risk Reduction, และ Men's Health หากคุณสนใจโปรแกรมต่างของไวตาบูสท์  คลิกเลยค่ะ 👉🏻 http://www.vitaboost.me/products/program ---------- *เรียบเรียงโดย ปรารถนา นิธิเจษฎาวงศ์ (นักกำหนดอาหารวิชาชีพ) ที่มา: http://www.wongnai.com/evouchers/8367 ---------- ✨ทำความรู้จัก Vitaboost เพิ่มเติมได้ที่✨ www.vitaboost.me Facebook: Vitaboost.me IG: vitaboost.me Line: @vitaboost.me (มี "@")                    

"รู้หรือไม่ว่า CoQ10 ไม่ได้มีแบบเดียว ⁉️" แล้วแบบไหนถึงจะดีที่สุดล่ะ มาหาคำตอบกันดีกว่า...

  โคเอนไซม์-คิว10 (Coenzyme Q10) ชื่อย่อ CoQ10 เป็นสารอาหารชนิดหนึ่งคล้ายวิตามิน ซึ่งร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เอง รวมทั้งได้รับจากอาหารด้วย CoQ10 ถูกใช้โดยเกือบทุกเซลล์ของเราในกระบวนการหายใจ ช่วยในการผลิตพลังงานแก่เซลล์ ช่วยในการเจริญเติบโตและป้องกันเซลล์ รวมถึงเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ CoQ10 มักมีระดับลดลงเมื่ออายุมากขึ้น หรือลดลงในผู้ป่วยที่เป็นโรคบางชนิดเช่น โรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน โรคเอดส์ โรคพาร์กินสัน เป็นต้นระดับที่ลดลงของ CoQ10 อาจมีส่วนต่อกระบวนการแก่ชรา และการมีระดับของ CoQ10 ที่มากขึ้นอาจช่วยชะลอกระบวนการชราและมีผลดีต่อด้านอื่นๆ เช่น ลดความเสี่ยงของการเกิดหัวใจวายเฉียบพลัน ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยเพิ่มพลังงานและการทำงานแก่เซลล์  ✨CoQ10 มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Ubiquinone และ Ubiquinol ซึ่งขึ้นอยู่กับรูปแบบโครงสร้าง (ฟอร์ม)ของ CoQ10 ✨ โครงสร้างทั้ง 2 นี้ต่างกันอย่างไร?❓ Ubiquinone เป็นฟอร์มปกติของ CoQ10 ซึ่งเมื่อเข้าสู่ร่างกายต้องถูกเปลี่ยนเป็น Ubiquinol จึงจะนำไปใช้ได้ โดยปกติ CoQ10 ที่ขายตามท้องตลาดทั่วไปจะเป็น Ubiquinone เนื่องจากมีราคาถูกกว่า ส่วน Ubiquinol เป็นฟอร์มที่ร่างกายดูดซึมได้ง่าย และสามารถนำไปใช้งานได้เลย แต่หาซื้อได้ยากเพราะมีราคาแพง 🥜แหล่ง CoQ10 ที่พบได้ในอาหารธรรมชาติเช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า เครื่องในสัตว์เช่น ตับ หัวใจ เนื้อแดง เมล็ดธัญพืช เป็นต้น 💊หากรับประทานเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แนะนำขนาด 30-200 มิลลิกรัมต่อวัน โดยรับประทานพร้อมอาหาร ชนิด soft gel จะดูดซึมได้ดีกว่าชนิดอื่น ผลข้างเคียงที่อาจพบได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง ปวดศีรษะ ผื่น แต่มักมีอาการเพียงเล็กน้อย ไม่รุนแรง หากรับประทานเกิน 100 มิลลิกรัมต่อวัน อาจเกิดการนอนไม่หลับในบางราย หากรับประทานเกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจพบการเพิ่มขึ้นของเอนไซม์ตับ ไม่ควรรับประทานเกิน 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน ไม่ควรทานในผู้ที่รับประทานยา warfarin เพราะอาจมีผลลดระดับยา warfarin  ควรหลีกเลี่ยงในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือฉายแสง เพราะ CoQ10 อาจมีผลลดประสิทธิภาพการรักษาของยาเคมีบำบัดหรือฉายแสง ไม่แนะนำในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรเนื่องจาก ยังไม่มีงานวิจัยทางการแพทย์รับรองอย่างเพียงพอ ---------- *เขียน/เรียบเรียงโดย แพทย์หญิง พลอยลดา ธนาไพศาลวรกุล ---------- ✨ทำความรู้จัก Vitaboost เพิ่มเติมได้ที่✨ 👉🏻www.vitaboost.me Facebook: Vitaboost.me IG: vitaboost.me Line: @vitaboost.me (มี "@")