กำลังโหลด กรุณารอสักครู่...
Health Article
อันตรายของการกินแคลเซียมเสริมมากเกินไป!!
ตามที่เราทราบกันดีว่า การขาดแคลเซียมทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน ซึ่งทำให้กระดูกเปราะบาง  มีความแข็งแรงลดลงและเกิดการแตกหักได้ง่าย ส่งผลให้มีอาการปวดกระดูก หรืออาจถึงขั้นกระดูกหักได้ นอกจากนี้ แคลเซียมยังมีส่วนในการควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อต่างๆ รวมถึงกล้ามเนื้อหัวใจ 

ทุกวันนี้ เราได้รับแคลเซียมจากอาหารธรรมชาติเพียงพอหรือไม่ในแต่ละวัน?

ปริมาณแคลเซียมโดยประมาณที่แนะนำให้คนไทยบริโภคใน 1 วัน คือประมาณวันละ 1,000 มิลลิกรัม (กระทรวงสาธารณสุข, 2545) ซึ่งจะได้รับการดูดซึมกลับในทางเดินอาหารประมาณ 40 - 50% หรือ 400 - 500 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งตัวช่วยสำคัญที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมเพื่อนำไปใช้งานในส่วนต่างๆของร่างกายคือ Vitamin D (Calcitriol) โดย Vitamin D จะไปกระตุ้นการดูดซึมของแคลเซียมในทางเดินอาหาร และในไต ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้มากขึ้น และช่วยให้เกิดการส่งผ่านแคลเซียมเข้าสู่กระดูกได้มากขึ้น
 
 
อาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งฝอย ผักใบเขียว เป็นต้น
 
ที่มา: กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2545
 
ในปัจจุบัน คนจำนวนไม่น้อยที่สนใจดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น โดยการกินวิตามินเสริม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ รวมไปถึงแคลเซียมเสริม ซึ่งแคลเซียมเสริมดังกล่าวจะอยู่ในรูปของ Calcium carbonate (ทำมาจากกระดูกป่น) หรือ Calcium citrate (สกัดมาจากนม) ซึ่งทั้ง 2 เป็นแคลเซียมในรูปแบบที่ร่างกายคนไทยย่อยยาก ดูดซึมยาก นำไปเสริมสร้างกระดูกยาก แต่หากเป็นแคลเซียมในรูปแบบของพืช (Calcium L-threonate) เนื่องจากเป็นแคลเซียมที่มีอนุภาคขนาดเล็ก สามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ง่าย เช่นแคลเซียมจากคะน้า ข้าวโพด เป็นต้น

จะเกิดอะไรขึ้น? หากร่างกายได้รับแคลเซียมสูง แต่ไม่สามารถดูดซึมได้ดีเท่าที่ควร

การกินอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม เนย ชีส โยเกิร์ต ไอศกรีม เบเกอรี่ เค้ก วิปครีม รวมถึงอาหาร ขนม และเครื่องดื่มต่างๆที่มีส่วนประกอบของนมทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมในปริมาณมากโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่ไม่สามารถดูดซึมและนำไปเสริมสร้างกระดูกได้ ทำให้แคลเซียมก่อเป็นหินปูนแทรกอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย ก่อให้เกิดหินปูนหรือแคลเซียมเกาะผนังหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ก่อให้เกิดหินปูนในเต้านม ในต่อมลูกหมาก หรือก่อให้เกิดนิ่วในไต เป็นต้น
 
จะเห็นได้ว่าอาหารที่เรารับประทานกันทุกวันนี้ มีแคลเซียมอยู่มากพอสมควร แต่ปัญหาที่ทำให้กระดูกเราได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอนั้น คือการดูดซึม และลำเลียงแคลเซียมเข้าสู่กระดูก ซึ่งถ้าหากร่างกายได้รับวิตามินดีในปริมาณที่มากพอและเหมาะสมในแต่ละวัน ก็จะช่วยให้แคลเซียมที่รับประทานเข้าไปถูกดูดซึมและนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ไม่จำเป็นต้องกินแคลเซียมเสริม หรือถ้าหากต้องการเสริมแคลเซียมจริงๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยก่อน ไม่ควรซื้อกินเอง เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาดังกล่าวที่สายเกินแก้

เอกสารอ้างอิง:

  • แคลเซียมและสุขภาพ.(2545).กรุงเทพฯ : กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
  • แนวทางการบริโภคอาหารเพื่อเพิ่มแคลเซียมป้องกันโรคกระดูกพรุน.(2545). กรุงเทพฯ : กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
  • รัชตะ รัชตะนาวิน.(2538).โรคกระดูกพรุน.ในสุรวุฒิ ปรีชานนท์,สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์(บรรณาธิการ), ตำราโรคข้อ(หน้า 319 – 340). กรุงเทพฯ: เรือนแก้วการพิมพ์
  • วันทนีย์ เกรียงสินยศ.(2548).เรื่องน่ารู้.ใน สุรเกียรติ อาชานานุภาพ(บรรณาธิการ),กินอย่างไรเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน(หน้า 48 – 50). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน
  • สุชีลา จันทร์วิทยานุชิต.(2548).โรคกระดูกพรุน.ใน สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์, สุรวุฒิ ปรีชานนท์(บรรณาธิการ),ตำราโรคข้อ(หน้า 596 – 638). กรุงเทพฯ:เอส.พี.เอ็น การพิมพ์- อุรุษา เทพพิสัย, มยุรี จิรภิญโญ, อภิชาติ จิตต์เจริญและจิตติมา มโนนัย(บรรณาธิการ),ความก้าวหน้าของการรักษาชาย-หญิงวัยทองกับแพทย์ทางเลือก.(หน้า 253 – 302).กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ข้าวฟ่าง
  • อุดม วิศิษฏสุนทร.(2541).โรคกระดูกพรุน.ใน สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์,สุรวุฒิ ปรีชานนท์(บรรณาธิการ),คู่มือโรคข้อ (หน้า 286 – 294). กรุงเทพฯ:เรือนแก้วการพิมพ์